ขั้นตอนการขนส่งทางทะเล ครบทุกสเต็ป ตั้งแต่จองเรือถึงส่งมอบปลายทาง

 

ขั้นตอนการขนส่งทางทะเล

การขนส่งทางทะเลมีทั้งหมด 8 ขั้นตอน โดยเริ่มจากขั้นตอนแรก การจองระวางเรือ เตรียมเอกสารส่งออก บรรจุตู้คอนเทนเนอร์ ผ่านพิธีการศุลกากรขาออก ยกตู้ขึ้นเรือ ออกเอกสาร Bill of Lading เดินเรือระหว่างประเทศ ไปจนถึงพิธีการศุลกากรขาเข้าและส่งมอบสินค้าปลายทาง Freight Rangers จะพาไปทำความเข้าใจทั้ง 8 ขั้นตอนเหล่านี้อย่างละเอียด ซึ่งรับรองว่าจะช่วยลดความผิดพลาดและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น

การขนส่งทางทะเล คืออะไร เหมาะกับสินค้าแบบไหน

การขนส่งทางทะเล หรือ Sea Freight เป็นหนึ่งในรูปแบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณมาก มีอัตราค่าระวางเรือที่ประหยัดที่สุด น้ำหนักสูง เหมาะสำหรับสินค้าที่ไม่เร่งด่วน ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา

ขั้นตอนการขนส่งทางทะเล มีอะไรบ้าง

แม้การขนส่งสินค้าทางเรือจะประกอบด้วยหลายกระบวนการ แต่หากมองภาพรวมแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การจองพื้นที่บนเรือไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ผู้รับปลายทาง ดังนี้

  1. จองระวางเรือ (Freight Booking)
  2. เตรียมเอกสารสำหรับการส่งออก
  3. บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมยืนยันน้ำหนัก (VGM)
  4. ผ่านพิธีการศุลกากรขาออก
  5. ยกตู้ขึ้นเรือและออก Bill of Lading
  6. เดินเรือและติดตามสถานะสินค้า
  7. ผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้าและรับสินค้า
  8. ส่งมอบสินค้าแบบ Door-to-Door

การขนส่งทางทะเลคืออะไร

ขั้นตอนที่ 1–3: จองเรือ เตรียมเอกสาร บรรจุตู้

จองระวางเรือ (Freight Booking) + Booking Confirmation

ขั้นตอนแรกของการขนส่งทางทะเล คือ การจองพื้นที่บนเรือ หรือที่เรียกว่า Freight Booking โดยสามารถจองผ่านสายเรือ (Shipping Line) โดยตรง หรือใช้บริการ Freight Forwarder ซึ่งจะช่วยเปรียบเทียบสายเรือ เส้นทาง และค่าระวางให้เหมาะกับงบประมาณและกำหนดเวลาของคุณ

เมื่อการจองได้รับการยืนยันแล้ว จะได้รับเอกสาร Booking Confirmation ซึ่งระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น 

  • วันปิดรับตู้ (Closing Time)
  • วันเรือออก (ETD)
  • ท่าเรือต้นทาง (Port of Loading)
  • ข้อมูลตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องใช้

โดยทั่วไป การจองแบบ FCL (Full Container Load หรือแบบเหมาตู้คอนเทนเตอร์) ควรดำเนินการล่วงหน้าประมาณ 1–2 สัปดาห์ ส่วน LCL (Less than Container Load) หรือแบบแชร์พื้นที่ มักสามารถจองได้ก่อนวันโหลดสินค้าประมาณ 2–3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเส้นทางและตารางของสายเรือ

เตรียมเอกสารส่งออก (Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า)

หลังจากจองระวางเรือเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพราะเอกสารแต่ละฉบับจะถูกใช้ในกระบวนการศุลกากร การออก Bill of Lading และการรับสินค้าปลายทาง

เอกสารที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • Commercial Invoice
  • Packing List
  • ใบขนสินค้าขาออก
  • Certificate of Origin (ถ้ามี)
  • เอกสารเฉพาะตามประเภทสินค้า

การตรวจสอบรายละเอียดในเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขข้อมูลระหว่างทางและทำให้ขั้นตอนนำเข้าส่งออกทางเรือเป็นไปอย่างราบรื่น

บรรจุสินค้าเข้าตู้ (Stuffing) + VGM

เมื่อเอกสารพร้อมแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ (Stuffing) โดยต้องจัดเรียงสินค้าให้เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวหรือความเสียหายระหว่างเดินเรือ

หลังบรรจุเสร็จ ผู้ส่งออกต้องแจ้ง Verified Gross Mass (VGM) หรือน้ำหนักรวมของตู้ตามข้อกำหนดของอนุสัญญา SOLAS ก่อนที่สายเรือจะรับตู้ขึ้นเรือ

หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกตู้ขนาดใดให้เหมาะกับสินค้า สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขนาดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อช่วยวางแผนการบรรจุสินค้าได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 4–5: พิธีการขาออก + โหลดขึ้นเรือ

พิธีการศุลกากรขาออก (Export Customs Clearance)

ก่อนที่ตู้คอนเทนเนอร์จะเข้าสู่ท่าเรือเพื่อรอโหลดขึ้นเรือ ผู้ส่งออกจะต้องดำเนินการ พิธีการศุลกากรขาออก ให้เรียบร้อย โดยยื่นข้อมูลผ่านระบบของกรมศุลกากร พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น Commercial Invoice, Packing List และเอกสารเฉพาะตามประเภทสินค้า

หากข้อมูลผ่านการตรวจสอบ ระบบจะอนุมัติให้สามารถนำตู้สินค้าเข้าสู่พื้นที่ท่าเรือได้ แต่หากมีความผิดปกติ เช่น พิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง หรือรายละเอียดสินค้าไม่ตรงกับเอกสาร อาจมีการเรียกตรวจสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาการส่งออกได้

สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านศุลกากร การใช้บริการผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้ขั้นตอนดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ยกตู้ขึ้นเรือ + ออก Bill of Lading (B/L)

เมื่อผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว ตู้สินค้าจะถูกส่งเข้าสู่ Port of Loading เพื่อรอการยกขึ้นเรือตามรอบเดินเรือที่กำหนดไว้

หลังจากเรือออกจากท่า (On Board) สายเรือจะออกเอกสารสำคัญที่เรียกว่า Bill of Lading (B/L) ซึ่งถือเป็นเอกสารหลักของการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยใช้เป็นหลักฐานการรับสินค้า สัญญาการขนส่ง และเอกสารสำหรับการรับสินค้าที่ปลายทาง

รายละเอียดใน Bill of Lading จะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ผู้ส่งสินค้า (Shipper)
  • ผู้รับสินค้า (Consignee)
  • ชื่อเรือและเที่ยวเรือ
  • Port of Loading
  • Port of Destination
  • รายละเอียดสินค้า
  • หมายเลขตู้คอนเทนเนอร์

เนื่องจาก Bill of Lading เป็นเอกสารที่มีผลทางกฎหมาย จึงควรตรวจสอบข้อมูลทุกส่วนให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้งานในขั้นตอนถัดไป

การบรรจุสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการขนส่งทางทะเล

ขั้นตอนที่ 6–8: เดินเรือ นำเข้าปลายทาง ส่งมอบ

เดินเรือ + ติดตามสถานะ (ETD/ETA, Tracking)

ในระหว่างที่เรือเดินทาง ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถติดตามสถานะสินค้าได้ผ่านระบบ Container Tracking ของสายเรือ หรือ Freight Forwarder โดยใช้หมายเลข Bill of Lading หรือหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์

ข้อมูลที่ควรติดตาม ได้แก่

  • ETD (Estimated Time of Departure) วันเรือออกจากต้นทาง
  • ETA (Estimated Time of Arrival) วันที่คาดว่าจะถึงปลายทาง
  • สถานะของตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างการเดินเรือ
  • กรณีเรือล่าช้าหรือมีการเปลี่ยนตารางเดินเรือ

การติดตามสถานะอย่างต่อเนื่องช่วยให้ผู้รับสินค้าสามารถเตรียมเอกสารและวางแผนการรับสินค้าได้ล่วงหน้า ลดปัญหาค่าใช้จ่ายจากการรับสินค้าล่าช้าหรือการจัดเก็บตู้ที่ท่าเรือ

พิธีการนำเข้าปลายทาง (Import Customs) + รับตู้ (devanning)

เมื่อเรือเดินทางถึงประเทศปลายทาง สินค้าจะเข้าสู่กระบวนการ พิธีการศุลกากรนำเข้า โดยผู้นำเข้าจะต้องยื่นเอกสารตามข้อกำหนดของประเทศนั้น พร้อมชำระอากรและภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้อง

หลังจากผ่านการตรวจปล่อยแล้ว หากเป็นการขนส่งแบบ FCL ผู้รับสามารถรับตู้คอนเทนเนอร์ออกจากท่าเรือเพื่อนำไปเปิดตู้ (Devanning) ที่คลังสินค้าของตนเองได้

แต่หากเป็นการขนส่งแบบ LCL สินค้าจะถูกนำไปยังคลัง CFS เพื่อแยกสินค้าออกจากตู้ก่อน จึงจะสามารถรับสินค้าเฉพาะส่วนของตนได้

การเตรียมเอกสารและประสานงานกับตัวแทนขนส่งล่วงหน้า จะช่วยให้การรับสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายจากการฝากตู้หรือฝากสินค้าเกินระยะเวลาที่กำหนด

ส่งมอบถึงมือผู้รับแบบ Door-to-Door

ขั้นตอนสุดท้ายของ ขั้นตอนการขนส่งทางทะเล คือการจัดส่งสินค้าจากท่าเรือหรือคลังสินค้าไปยังปลายทางของผู้รับ

ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกใช้บริการ Door-to-Door เพราะช่วยลดภาระในการประสานงานกับผู้ให้บริการหลายราย โดยผู้ให้บริการจะดูแลตั้งแต่รับสินค้าต้นทาง ดำเนินพิธีการศุลกากร จัดการขนส่งทางเรือ ไปจนถึงส่งมอบสินค้าถึงโกดังหรือโรงงานของผู้รับ

บริการลักษณะนี้เหมาะกับทั้งผู้ที่เริ่มต้นนำเข้า-ส่งออก และองค์กรที่ต้องการลดความซับซ้อนในการบริหารงานด้านโลจิสติกส์

FCL กับ LCL ต่างกันอย่างไรในขั้นตอนการขนส่ง

โดยทั่วไป FCL (Full Container Load) คือการเช่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีสินค้าปริมาณมาก สามารถบรรจุสินค้าและซีลตู้ได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ทำให้ขั้นตอนค่อนข้างตรงและใช้เวลาน้อยกว่า

ส่วน LCL (Less than Container Load) เป็นการรวมสินค้าของหลายผู้ส่งไว้ในตู้เดียวกัน จึงต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมทั้งการรวมสินค้า (Consolidation) และการแยกสินค้า (Devanning) ที่คลัง CFS ส่งผลให้ใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย แต่ช่วยประหยัดต้นทุนสำหรับผู้ที่มีสินค้าปริมาณไม่มาก

เปรียบเทียบ FCL LCL
ปริมาณสินค้า เต็มตู้ ไม่เต็มตู้
การบรรจุสินค้า บรรจุครั้งเดียว รวมสินค้าหลายราย
ผ่าน CFS ไม่จำเป็น จำเป็น
ระยะเวลา เร็วกว่า นานกว่าเล็กน้อย
ความเสี่ยงสินค้าเสียหาย ต่ำกว่า สูงกว่าเล็กน้อย
เหมาะสำหรับ สินค้าปริมาณมาก สินค้าปริมาณน้อย

 

เอกสารสำคัญที่ใช้ในทุกขั้นตอนการขนส่งทางทะเล

ตลอดกระบวนการ ขั้นตอนนำเข้าส่งออกทางเรือ มีเอกสารหลายประเภทที่ใช้ในแต่ละช่วงของการดำเนินงาน การเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การผ่านพิธีการศุลกากร การรับสินค้า และการส่งมอบปลายทางเป็นไปอย่างราบรื่น

เอกสาร หน้าที่ ใช้ในขั้นตอนไหน
Commercial Invoice แสดงมูลค่าและรายละเอียดสินค้า ศุลกากรขาออกและขาเข้า
Packing List แสดงรายละเอียดการบรรจุสินค้า ตรวจสอบสินค้าและศุลกากร
Bill of Lading (B/L) หลักฐานการขนส่งและใช้รับสินค้า หลังเรือออกจนถึงรับสินค้าปลายทาง
Certificate of Origin รับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ใบขนสินค้าขาออก ใช้ยื่นศุลกากรส่งออก ก่อนโหลดขึ้นเรือ

แม้เอกสารแต่ละฉบับจะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทุกเอกสารล้วนมีความสำคัญต่อการขนส่งสินค้าทางเรือ หากมีข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรงกัน อาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเอกสารแต่ละประเภทเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Bill of Lading และ Packing List เพื่อเข้าใจการใช้งานของแต่ละเอกสารได้ลึกยิ่งขึ้น

จัดการขั้นตอนขนส่งทางทะเลอย่างมืออาชีพกับ Freight Rangers

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่าขั้นตอนการขนส่งทางทะเล ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด หากเข้าใจลำดับการดำเนินงานและเตรียมเอกสารให้พร้อมตั้งแต่ต้น ทุกขั้นตอนล้วนเชื่อมโยงกัน และส่งผลต่อทั้งระยะเวลา ต้นทุน และความราบรื่นของการขนส่ง

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นนำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตั้งแต่การวางแผนเลือกเส้นทาง การประเมินค่าระวางเรือ การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการประสานงานกับสายเรือและศุลกากร จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด พร้อมทำให้การขนส่งเป็นไปตามกำหนดเวลามากขึ้น

Freight Rangers พร้อมให้บริการ การขนส่งทางทะเล (Sea Freight) แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจโลจิสติกส์มากกว่า 12 ปี และระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น FCL, LCL, Door-to-Door หรือบริการด้านพิธีการศุลกากร เพื่อให้ธุรกิจของคุณบริหารการนำเข้าและส่งออกได้อย่างมั่นใจ สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและใบเสนอราคาได้ที่ rangers.co.th

FAQ

ขั้นตอนการขนส่งทางทะเลใช้เวลากี่วัน?

ระยะเวลาของการขนส่งสินค้าทางเรือ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง ปลายทาง ตารางเดินเรือ และขั้นตอนพิธีการศุลกากรของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่ประมาณ 7 วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ หรือมากกว่านั้นสำหรับเส้นทางระยะไกล

ต้องจองระวางเรือ (Freight Booking) ล่วงหน้ากี่วัน?

ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทของการขนส่งและเส้นทางเดินเรือ

  • FCL (Full Container Load) ควรจองล่วงหน้าประมาณ 1–2 สัปดาห์
  • LCL (Less than Container Load) อาจสามารถจองล่วงหน้าประมาณ 2–3 วัน ก่อนวันโหลดสินค้า

อย่างไรก็ตาม หากเป็นช่วง High Season หรือเส้นทางที่มีความต้องการสูง การจองล่วงหน้าให้เร็วขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้เที่ยวเรือและค่าระวางที่เหมาะสม

เอกสารที่ต้องเตรียมในการขนส่งทางทะเลมีอะไรบ้าง?

เอกสารหลักที่ใช้ในขั้นตอนนำเข้าส่งออกทางเรือได้แก่

  • Commercial Invoice
  • Packing List
  • Bill of Lading (B/L)
  • Certificate of Origin (ถ้ามี)
  • ใบขนสินค้าขาออก
  • เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้าและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

การตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องและสอดคล้องกันทุกเอกสาร จะช่วยลดปัญหาการตรวจปล่อยสินค้าและลดความล่าช้าในกระบวนการขนส่ง

FCL กับ LCL เลือกแบบไหนดี?

การเลือก FCL หรือ LCL ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้า งบประมาณ และความต้องการด้านเวลา หากมีสินค้าปริมาณมากจนสามารถใช้ตู้คอนเทนเนอร์ได้เต็มตู้ FCL จะช่วยลดขั้นตอนการรวมและแยกสินค้า พร้อมลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายหลายครั้ง

แต่หากมีสินค้าปริมาณไม่มาก LCL จะเป็นตัวเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุน เพราะใช้พื้นที่ร่วมกับผู้ส่งออกรายอื่น แม้จะมีขั้นตอนที่ CFS เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่จำเป็นต้องเช่าตู้ทั้งใบ

การขนส่งทางทะเลแบบ Door-to-Door คืออะไร?

Door-to-Door คือบริการขนส่งแบบครบวงจรที่ดูแลตั้งแต่รับสินค้าจากต้นทาง จัดการเอกสาร ดำเนินพิธีการศุลกากร จองระวางเรือ ขนส่งระหว่างประเทศ ไปจนถึงส่งมอบสินค้าถึงคลังหรือสถานที่ของผู้รับปลายทาง

บริการรูปแบบนี้ช่วยลดภาระในการประสานงานกับหลายหน่วยงาน และเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้ผู้ให้บริการดูแลทุกขั้นตอนในกระบวนการขนส่ง

มือใหม่นำเข้า-ส่งออก ควรใช้ Freight Forwarder ไหม?

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น การใช้บริการ อาจจะสงสัยว่า Freight Forwarder คืออะไร อยากให้มองว่าเป็นอีกหนึ่งบริการที่ช่วยลดความซับซ้อนของการนำเข้าและส่งออกได้อย่างมาก

Freight Forwarder จะช่วยดูแลตั้งแต่การเลือกสายเรือ การเปรียบเทียบค่าระวาง การจองระวางเรือ การเตรียมเอกสาร การดำเนินพิธีการศุลกากร รวมถึงการติดตามสถานะสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน

Scroll to Top