การขนส่งทางทะเล คืออะไร? เข้าใจทุกเรื่องก่อนตัดสินใจส่งของลงเรือ

การขนส่งทางทะเล

ถ้าคุณกำลังจะส่งของล็อตแรกลงเรือ หรือกำลังกำลังปวดหัวกับการเทียบราคากับบริษัทขนส่งสินค้าหลายเจ้าอยู่ Freight Ranger เราได้รวบรวมคือไกด์สรุปทุกอย่างที่คุณต้องรู้  ให้คุณเข้าใจแบบง่าย ๆ ตั้งแต่ความหมาย รูปแบบที่มีให้เลือก ไปจนถึงขั้นตอนจริงของการส่งของลงเรือ ไม่ว่าจะเป็นการเลือก FCL หรือ LCL เอกสารที่ต้องเตรียม หรือค่าใช้จ่ายที่มักถูกลืมจนงบบานปลาย Freight Ranger เราเขียนจากประสบการณ์ตรงในการดูแลตู้สินค้าและศุลกากรจริง หากคุณอ่านจบแล้วรู้ทันทีว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจคุยกับ Freight Forwarder

การขนส่งทางทะเล คืออะไร และเหมาะกับสินค้าแบบไหน

การขนส่งทางทะเลคือ การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศผ่านเรือบรรทุกสินค้า โดยจับของใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐาน (20 ฟุต หรือ 40 ฟุต) แล้วส่งจากท่าเรือต้นทางข้ามมหาสมุทรไปที่ท่าเรือปลายทาง วิธีนี้คือหัวใจหลักของ โลจิสติกส์ทางทะเล ที่เหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ปริมาณเยอะ ชิ้นใหญ่ หรือของที่ไม่เร่งด่วนเรื่องเวลา เช่น เครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง หรือสินค้าเข้าคลังปริมาณหลายสิบถึงหลายร้อยคิว (CBM)

จุดที่ทำให้ การขนส่งสินค้าทางเรือคือ เรื่องของสเกลงานที่ใหญ่กว่าในประเทศมาก เพราะต้องผ่านพิธีการศุลกากรทั้งขาออกและขาเข้า มีเอกสารกำกับเฉพาะ และใช้เวลาเดินทางหลักวันถึงหลักสัปดาห์ ไม่ใช่หลักชั่วโมง สินค้ากลุ่มที่ไม่เหมาะกับวิธีนี้เลยคือ ของสดเน่าเสียง่าย หรือของมูลค่าสูงปรี๊ดที่ต้องการความเร็วจัด ๆ ซึ่งแบบนั้นควรไปทางอากาศแทน

FCL กับ LCL ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน

FCL (Full Container Load) คือการเหมาตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ไว้ใช้คนเดียว ส่วน LCL (Less than Container Load) คือการแชร์พื้นที่ในตู้เดียวกับสินค้าของคนอื่น โดยคิดค่าระวางตามปริมาตรเป็นคิว (CBM) หรือน้ำหนัก ถ้าของที่คุณจะส่งของต่างประเทศมีประมาณ 5 คิว แนะนำให้เริ่มที่ LCL ก่อนเพราะยังไม่คุ้มที่จะเหมาตู้ 

หัวข้อFCL (ตู้เต็ม)LCL (ตู้ร่วม)
เหมาะกับของมาก ตั้งแต่ ~15 คิวขึ้นไปของน้อย ต่ำกว่า ~15 คิว
ความปลอดภัยสูง ไม่ปะปนกับของเจ้าอื่นปานกลาง ต้องรวมตู้กับเจ้าอื่น
ระยะเวลาเร็วกว่า ไม่ต้องรอรวมของช้ากว่า ต้องรอตู้เต็มก่อนออกเรือ
การคิดราคาคิดเป็นรายตู้คิดตามคิวหรือน้ำหนัก แล้วแต่ค่าไหนสูงกว่า
ความเสี่ยงเสียหายต่ำกว่าสูงกว่าเล็กน้อยจากการขนย้ายซ้อน

ทริคเพิ่มเติม: ตู้ 20 ฟุต จุได้ราว ๆ 25-28 คิว ถ้าของของคุณปริ่ม ๆ แถว 15 คิว ลองให้บริษัทขนส่งประเมินราคาเหมาตู้ FCL เทียบดู บางทีอาจจะคุ้มและปลอดภัยกว่าการส่งแบบ LCL

ความต่างระหว่าง FCL กับ LCL

ขั้นตอนการขนส่งสินค้าทางทะเล ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

กระบวนการหลักมี 7 ขั้นตอนเรียงตามลำดับดังนี้

  1. จองระวางเรือ (Booking) แจ้งปริมาณ น้ำหนัก และเส้นทางให้ freight forwarder เพื่อจองพื้นที่กับสายเรือ
  2. รับสินค้าและบรรจุ (Pickup/Packing) เข้าไปรับของจากโกดังต้นทาง หรือรวมของที่ท่าก่อนบรรจุลงตู้
  3. ผ่านพิธีการศุลกากรขาออก ยื่นเอกสารส่งออกที่ประเทศต้นทาง เช่น จีน เวียดนาม
  4. ยกตู้ขึ้นเรือ (Loading) ตู้คอนเทนเนอร์ถูกยกขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง
  5. เดินทางทางทะเล (Sailing) ระยะเวลาต่างกันตามเส้นทาง เช่น จีน-ไทยประมาณ 3-7 วัน เวียดนาม-ไทยประมาณ 3-5 วัน ยุโรป-ไทยประมาณ 25-35 วัน สหรัฐฯ-ไทยประมาณ 25-40 วัน
  6. ผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า ที่ท่าเรือปลายทางในไทย ต้องมีเอกสารครบเพื่อเคลียร์ของออกจากท่า
  7. ส่งมอบสินค้า (Delivery) ขนส่งจากท่าเรือไปยังคลังหรือที่อยู่ปลายทางของผู้รับ

เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่มักถูกลืม

งานการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศจะราบรื่นแค่ไหน วัดกันที่เอกสาร เอกสารหลัก 3 ใบที่ต้องมีเป๊ะ ๆ ตัวเลขห้ามขัดกันคือ Commercial Invoice, Packing List และ Bill of Lading (B/L) ส่วนของบางประเภทอาจต้องใช้ใบ Certificate of Origin (C/O) เพื่อขอลดหย่อนภาษี หรือใบอนุญาตนำเข้าเฉพาะทาง (เช่น มอก., อย.)

ส่วนเรื่องต้นทุน มือใหม่มักคิดว่าจ่ายแค่ค่าระวางเรือแล้วจบ แต่ความจริงค่าระวางเรือผันผวนตามฤดูกาล และยังมีค่าใช้จ่ายหน้าท่าอีกหลายตัวที่คุณต้องบวกเข้าไปในต้นทุนด้วย

รายการค่าใช้จ่ายคืออะไร
ค่าระวางเรือ (Ocean Freight)ค่าขนส่งหลักตามคิวหรือตู้ ผันผวนตามฤดูกาลและ surcharge
THC (Terminal Handling Charge)ค่าจัดการตู้ที่ท่าเรือต้นทางและปลายทาง
ค่าเอกสาร (Documentation Fee)ค่าออกใบตราส่งและเอกสารประกอบ
ค่าพิธีการศุลกากรค่าดำเนินการนำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากร
Surcharge ตามฤดูกาลเช่น Peak Season Surcharge ช่วงเทศกาลที่ความต้องการเรือสูง
ค่าขนส่งปลายทางค่ารถจากท่าเรือไปยังคลังหรือปลายทางจริง

ข้อดีและข้อจำกัดของการขนส่งทางทะเล เทียบกับทางอากาศ

ข้อดีที่สุดของการส่งทางเรือคือ ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่าทางอากาศมหาศาล เมื่อส่งของปริมาณมาก ๆ และรับของหนักหลักตันหรือใหญ่ชิ้นโต ๆ ได้สบาย ข้อจำกัดเดียวคือ ใช้เวลานาน และต้องวางแผนสต๊อกล่วงหน้าให้รัดกุม เพราะมีความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศ หรือเรือติดแออัดหน้าท่าที่ควบคุมไม่ได้

ในทางกลับกันการขนส่งทางอากาศ เหมาะกับของด่วน ของมูลค่าสูงต่อน้ำหนัก หรือของที่ต้องเติมสต๊อกบ่อย แต่ค่าขนส่งต่อกิโลสูงกว่าทางทะเลหลายเท่าตัว หลักการง่าย ๆ คือถ้าของหนักมากแต่ไม่เร่งด่วน เลือกทางทะเล ถ้าของเบา มูลค่าสูง และต้องถึงเร็ว เลือกทางอากาศ หลายธุรกิจเลือกใช้ทั้งสองแบบสลับกันตามรอบสต๊อกและงบประมาณ

เลือกบริษัทขนส่งทางทะเลอย่างไร ไม่ให้ของค้างที่ท่า

รอยต่อที่ทำให้ของค้างที่ท่าเรือบ่อยที่สุดคือ “เอกสารขนส่งกับเอกสารศุลกากรขัดแย้งกัน” ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ การเลือก Freight Forwarder ที่ทำทั้ง Sea Freight และเดินพิธีการศุลกากรให้จบในเจ้าเดียว

ทีม Freight Rangers ดูแลส่งของต่างประเทศมากว่า 10 ปี เป็นสมาชิก WCA (World Cargo Alliance) และเคยเจอเคสของลูกค้าที่เอกสาร Invoice กับ Packing List ตัวเลขไม่ตรงกัน ทำให้ของค้างที่ท่านานกว่าสัปดาห์ เพราะทีมที่ดูแลขนส่งกับทีมที่ดูแลศุลกากรเป็นคนละเจ้า ไม่มีใครเช็กเอกสารข้ามกันก่อนของถึงท่า

สิ่งที่ควรถามผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ:

  • ดูแลทั้งขนส่งและพิธีการศุลกากรในเจ้าเดียวหรือแยกเจ้า
  • มีสาขาหรือพาร์ตเนอร์ที่ท่าเรือปลายทางจริงหรือไม่
  • แจ้งค่าใช้จ่ายครบทุกรายการตั้งแต่ต้นหรือมีค่าแฝงภายหลัง
  • ติดตามสถานะตู้ได้ระหว่างทางหรือไม่

หากกำลังเทียบราคาและมองหาผู้ดูแลที่ครบวงจร ทักหาทีม Freight Rangers เพื่อขอเช็กราคาและเส้นทางที่เหมาะกับสินค้าของคุณได้เลย

วิธีเลือกบริษัทขนส่งทางทะเล

สรุป

การขนส่งทางทะเลเหมาะกับสินค้าปริมาณมากหรือน้ำหนักมากที่ไม่เร่งด่วนเรื่องเวลา โดยแบ่งเป็นสองรูปแบบหลักคือ FCL สำหรับของปริมาณมากตั้งแต่ราว 15 คิวขึ้นไป และ LCL สำหรับของปริมาณน้อยที่ต้องแชร์ตู้กับเจ้าอื่น กระบวนการขนส่งมีตั้งแต่การจองระวางเรือ บรรจุสินค้า ผ่านพิธีการศุลกากรทั้งสองฝั่ง จนถึงส่งมอบปลายทาง ซึ่งใช้เวลาต่างกันตามเส้นทาง ตั้งแต่ 3-7 วันสำหรับเส้นทางใกล้ ไปจนถึง 25-40 วันสำหรับเส้นทางไกลอย่างยุโรปและสหรัฐฯ

ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าระวางเรือ แต่ยังมีค่า THC ค่าเอกสาร ค่าพิธีการศุลกากร และ surcharge ตามฤดูกาล ซึ่งควรสอบถามให้ครบก่อนตัดสินใจ เพราะราคาระวางเรือผันผวนตลอดปี จุดที่ทำให้ของค้างที่ท่าบ่อยที่สุดคือเอกสารไม่ครบหรือไม่ตรงกัน ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการที่ดูแลทั้งขนส่งและศุลกากรในเจ้าเดียวจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก หากกำลังมองหาผู้ดูแลที่ครบวงจรและมีประสบการณ์ตรง สามารถติดต่อทีมที่เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำเส้นทางและราคาที่เหมาะกับสินค้าของคุณได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

การขนส่งทางทะเลใช้เวลากี่วัน 

ขึ้นกับเส้นทาง ถ้าเส้นทางใกล้ ๆ อย่างจีนหรือเวียดนามมาไทย ใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ส่วนเส้นทางไกลอย่างยุโรปหรือสหรัฐฯ ใช้เวลาประมาณ 25-40 วัน

ของกี่คิวถึงควรเปลี่ยนจาก LCL เป็น FCL 

โดยทั่วไปเริ่มคุ้มที่ประมาณ 15 คิวขึ้นไปสำหรับตู้ 20 ฟุต แต่ควรให้ freight forwarder คำนวณเทียบราคาจริงอีกครั้ง เพราะแต่ละเส้นทางมีเรทต่างกัน

ค่าระวางเรือคงที่ตลอดปีไหม 

ไม่คงที่ ผันผวนตามฤดูกาล ความต้องการระวางเรือ และ surcharge ต่าง ๆ ควรสอบถามราคาปัจจุบันก่อนวางแผนทุกครั้ง

Incoterms FOB กับ CIF ต่างกันอย่างไร 

FOB ผู้ซื้อรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงตั้งแต่สินค้าขึ้นเรือที่ต้นทาง ส่วน CIF ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัยจนถึงท่าเรือปลายทาง ส่งผลต่อว่าใครเป็นคนจัดการเรื่อง freight forwarder

มือใหม่นำเข้าสินค้าทางทะเลครั้งแรกต้องเตรียมอะไรก่อน 

เตรียมเอกสาร Invoice และ Packing List ให้ตัวเลขตรงกัน เช็กว่าสินค้าต้องมีใบอนุญาตพิเศษหรือไม่ และเลือกผู้ให้บริการที่แจ้งค่าใช้จ่ายครบตั้งแต่ต้น

Scroll to Top