Certificate of Origin คืออะไร? Form E / Form D / Form AK ใช้ตอนไหน

Certificate of Origin (C/O) คือ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ยืนยันว่าสินค้าผลิตในประเทศใด โดย C/O ออกตามความตกลงการค้าเสรีและประเทศคู่ค้า เช่น Form E (จีน) Form D (ประเทศแถบอาเซียน) และ Form AK (เกาหลีใต้) ซึ่งผู้นำเข้ามายังไทยจะสามารถขอลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าได้ เมื่อสินค้าผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดตามความตกลงนั้น แต่สิทธิที่ได้ขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากรของสินค้าแต่ละรายการ ไม่ได้ยกเว้น 0% เสมอไป รวมถึงข้อมูลใน C/O ต้องตรงกับ Invoice และใบตราส่งด้วย

Certificate of Origin (C/O) ทำไมช่วยลดภาษีนำเข้า

Certificate of Origin (C/O) ทำไมช่วยลดภาษีนำเข้าได้?

C/O ช่วยลดภาษีได้ เพราะเป็นหลักฐานที่กรมศุลกากรใช้ตัดสินว่าสินค้านี้มีสิทธิได้อัตราอากรพิเศษตามความตกลงการค้าหรือไม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าได้มาก แต่ถ้าไม่มี C/O ที่ถูกต้อง ผู้นำเข้าจะต้องจ่ายอัตราภาษีปกติ (MFN Rate) แม้สินค้าจะมาจากประเทศคู่ความตกลงก็ตาม

C/O แบบทั่วไป กับ C/O ที่ใช้สิทธิลดภาษีตามความตกลงการค้า ต่างกันอย่างไร?

  C/O แบบทั่วไป (Non-Preferential) C/O ที่ใช้สิทธิลดภาษี (Preferential)
ใช้ทำอะไร ยืนยันถิ่นกำเนิดสินค้า ตามที่ผู้ซื้อหรือประเทศปลายทางกำหนด ขอลดหย่อน หรือยกเว้นอากรภาษีนำเข้าตามกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA)
ตัวอย่างรูปแบบฟอร์ม Form C/O ทั่วไป Form D, Form E, Form AK, Form RCEP และอื่น ๆ
เงื่อนไขสำคัญ ต้องระบุถิ่นกำเนิดให้ถูกต้อง สินค้าต้องผ่านกฎถิ่นกำเนิดของความตกลงนั้น
หน่วยงานผู้ออกเอกสาร (ในไทย) สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจตามข้อตกลง)

กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เกี่ยวข้องกับ C/O อย่างไร?

กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) คือ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าสินค้านั้นมีถิ่นกำเนิดโดยประเทศคู่ความตกลงหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะออก C/O ให้ก็ต่อเมื่อสินค้าผ่านเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งที่ความตกลงกำหนดไว้สำหรับสินค้านั้น เกณฑ์หลัก ๆ ที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้

  • สินค้าได้มาหรือผลิตทั้งหมดในประเทศเดียว (Wholly Obtained) สินค้าได้มาหรือผลิตทั้งหมดในประเทศผู้ส่งออก เช่น ผลไม้ที่ปลูกในประเทศ
  • วัตถุดิบถูกแปรสภาพเป็นสินค้าใหม่ (Substantial Transformation) ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ แต่ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศจนกลายเป็นสินค้าใหม่ ส่วนใหญ่วัดจากการเปลี่ยนพิกัดศุลกากร
  • สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค (Regional Value Content) สัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบและต้นทุนในภูมิภาคตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ไม่น้อยกว่า 40%

Form D / Form E / Form AK ต่างกันอย่างไร ใช้กับประเทศไหนบ้าง?

ฟอร์มรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแต่ละประเภทถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรอบความตกลงการค้า และประเทศสมาชิกคู่ค้าที่กำหนดไว้ ดังนี้

ฟอร์ม ความตกลงการค้า (FTA) ประเทศคู่ค้า
Form D ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA) ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ
Form E ASEAN-China Free Trade Area (ACFTA) อาเซียนและจีน
Form AK ASEAN-Korea Free Trade Area (AKFTA) อาเซียนและเกาหลีใต้
Form JTEPA Japan-Thailand Economic Partnership Agreement ญี่ปุ่น
Form AANZ ASEAN-Australia-New Zealand FTA อาเซียน ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์
Form RCEP Regional Comprehensive Economic Partnership อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

โดยประเทศเดียวอาจอยู่ในหลายความตกลง เช่น จีนอยู่ทั้งใน ACFTA และ RCEP จึงควรเทียบอัตราอากรของพิกัดสินค้าภายใต้แต่ละความตกลงก่อน แล้วค่อยแจ้งซัพพลายเออร์ว่าต้องการฟอร์มชุดไหน

นำเข้าจากจีนต้องใช้ Form E ใช่ไหม ใครเป็นผู้ขอ?

Form E คือ C/O ภายใต้ความตกลงอาเซียนและจีน (ACFTA) ถ้าต้องการใช้สิทธิตามความตกลงอาเซียนและจีน ต้องใช้ Form E โดยผู้ยื่นขอ คือ ผู้ส่งออกฝั่งจีน โดยยื่นกับหน่วยงานที่มีอำนาจออกเอกสารของจีน เช่น CCPIT ก่อนส่งออก ดังนั้น ผู้นำเข้าจึงควรระบุในใบสั่งซื้อตั้งแต่แรกว่าต้องการ Form E และเมื่อได้เอกสารแล้ว ก็ยื่นตัวจริงให้กับกรมศุลกากรในไทย

Form E China ใช้ได้กับสินค้าทุกรายการหรือไม่?

ไม่ได้ Form E China ใช้ได้เฉพาะสินค้าที่ผ่านกฎถิ่นกำเนิด และอยู่ในตารางลดภาษีของความตกลง ทำให้สินค้าบางพิกัดอาจได้อัตราลดเพียงบางส่วน หรือไม่ได้รับสิทธิเลย

การขอ Certificate of Origin ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

ขอ Certificate of Origin ต้องเตรียมเอกสารอะไร และใช้เวลากี่วัน?

สำหรับฝั่งผู้ส่งออกไทย จะต้องยื่นขอ Certificate of Origin Thailand ผ่านระบบ DFT SMART C/O ของกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ต้องมีบัญชีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนแล้ว และเตรียมเอกสารดังนี้

  • ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice)
  • ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading: B/L) หรือใบตราส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill: AWB)
  • ใบรับรองผลการตรวจถิ่นกำเนิดสินค้า (Cost Structure Verification) สำหรับ Preferential C/O
  • บัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้า

ขั้นตอนการขอ C/O ตั้งแต่ยื่นคำขอจนได้รับเอกสาร

  1. สมัครบัญชีผู้ใช้งาน DFT SMART-I และขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก
  2. ยื่นตรวจคุณสมบัติถิ่นกำเนิดของสินค้า เช่น พิกัด 01-24 หรือ 25-97 ผ่านระบบ ROVERs PLUS
  3. ยื่นคำขอ C/O ผ่านระบบ DFT SMART C/O พร้อมแนบ Invoice และใบตราส่งสินค้า
  4. เจ้าหน้าที่ตรวจและอนุมัติ
  5. ผู้ส่งออกชำระค่าธรรมเนียมและรับเอกสาร (ฟอร์มกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์)
  6. ผู้ส่งออกจัดส่งหนังสือรับรอง C/O (ตัวจริง) ให้ผู้นำเข้าปลายทาง

โดยระยะเวลาในการดำเนินการยื่นขอ C/O ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสาร

ถ้า C/O มาไม่ทันตอนสินค้าถึงท่า ต้องทำอย่างไร?

สำหรับ Form E สามารถรักษาสิทธิลดภาษีไว้ได้ ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 218/2564 โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. แจ้งความประสงค์ใช้สิทธิในใบขนสินค้าขาเข้า
  2. ชำระอากรอัตราปกติไปก่อน
  3. นำ Form E มาขอคืนอากรภายหลัง

โดยวิธีนี้เป็นการจ่ายเต็มแล้วขอคืนทีหลัง ไม่ใช่การวางประกันไปก่อน จึงต้องเตรียมเงินสดสำหรับอากรทั้งล็อตไว้ด้วย

ข้อควรระวังเรื่องระยะเวลาและเงื่อนไขการยื่น C/O ภายหลัง

  • ต้องแจ้งความประสงค์ก่อนนำของออกจากอารักขาศุลกากร หากลืมบันทึก ต้องยื่นขอแก้ไขใบขนก่อนนำของออก
  • C/O ที่นำมาแสดงต้องยังไม่หมดอายุ และข้อมูลต้องตรงกับใบขนสินค้า

ควรให้ชิปปิ้งหรือ Freight Forwarder ช่วยดูแล C/O เมื่อไหร่ และเลือกอย่างไร?

เพราะการขอและตรวจสอบ C/O มีเงื่อนไขและระเบียบศุลกากรที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อน ควรเลือกใช้บริการบริษัทนำเข้าส่งออก เมื่อมีสินค้าหลายพิกัดในล็อตเดียว มีกำหนดส่งที่กระชั้นชิด หรือต้องการผู้ช่วยประสานงานแก้ปัญหาในกรณี C/O ออกล่าช้า

นอกจากนี้ ควรเลือกบริษัทที่เป็นตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาตจากกรมศุลกากร สามารถตรวจสำเนา C/O เทียบกับ Invoice และใบตราส่งก่อนเรือถึงท่าได้ ตัวอย่างเช่น Freight Rangers ซึ่งเป็นตัวแทนออกของที่มีใบอนุญาต และมีประสบการณ์กับพิธีการศุลกากรไทยกว่า 20 ปี ดูแลการออก Certificate of Origin เป็นส่วนหนึ่งของบริการ Clearance Customs ขาออก และให้คำปรึกษาเรื่อง HS Code ก่อนสินค้าออกเดินทาง

สรุป

Certificate of Origin คือ เอกสารที่เปลี่ยนสิทธิทางภาษีตามความตกลงการค้าให้เป็นต้นทุนที่ลดลง โดบผู้นำเข้าต้องลือกฟอร์มให้ตรงกับประเทศต้นทางของสินค้า แล้วตรวจว่าพิกัดสินค้านั้นได้รับสิทธิลดภาษีหรือไม่ จากนั้นตรวจข้อมูลใน C/O ให้ตรงกับ Invoice ก่อนสินค้าถึงท่า หากเอกสารมาไม่ทัน สามารถแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิในใบขนสินค้าตั้งแต่แรก เพื่อขอคืนอากรได้ในภายหลัง

เนื้อหาในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือกฎหมายเฉพาะกรณี

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Certificate of Origin (FAQ)

ข้อมูลใน C/O ไม่ตรงกับ Invoice จะมีปัญหาตอนผ่านพิธีการศุลกากรไหม?

มีโอกาสเกิดปัญหา เพราะศุลกากรใช้ข้อมูลใน C/O เทียบกับใบขนสินค้าและเอกสารประกอบ หากรายละเอียดสินค้า จำนวน หรือพิกัดไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่อาจไม่ให้สิทธิลดภาษี และเรียกเก็บอากรในอัตราปกติแทน

Certificate of Origin มีอายุใช้งานนานเท่าไร?

อายุขึ้นกับแต่ละความตกลง สำหรับ Form E ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้ใช้ได้ภายใน 1 ปีนับจากวันที่ออกหนังสือรับรอง ส่วนฟอร์มอื่นอาจมีกำหนดต่างกัน ผู้นำเข้าควรตรวจวันที่ออกใน C/O ทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อนำมาแสดงภายหลังเพื่อขอคืนอากร

สินค้าถ่ายลำที่ประเทศอื่นก่อนถึงไทย ยังใช้สิทธิลดภาษีตาม C/O ได้หรือไม่?

อาจใช้ได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขการขนส่งโดยตรง (Direct Consignment) ของความตกลงนั้น เช่น สินค้าจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากรในประเทศทางผ่าน ไม่ถูกซื้อขายหรือแปรรูป นอกจากการขนถ่ายขึ้นลง และมีเอกสารการขนส่งยืนยัน

Scroll to Top