Blog

ส่งของไปต่างประเทศ Fob

FOB Shipping Point vs. Destination จุดเปลี่ยนความรับผิดชอบที่ ‘นักบัญชี’ และ ‘จัดซื้อ’ ต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนปิดดีล

ปัญหาคลาสสิกที่ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายบัญชีมักเจอเหมือนกันในธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ คือเรื่องเส้นแบ่งความรับผิดชอบความรับผิดชอบ สินค้าเสียหายกลางทะเลใครต้องเคลม? หรือค่าระวางเรือที่งอกออกมาใครต้องจ่าย? ฝ่ายจัดซื้ออาจมองเรื่องต้นทุนและอำนาจต่อรอง ขณะที่ฝ่ายบัญชีคิดถึงจังหวะลงสต็อกและการปิดงบ หากเข้าใจความหมายของ FOB Meaning ไม่ตรงกัน ปัญหาเล็กน้อยอาจลุกลามไปถึงเรื่องภาษี สต็อก และงบการเงินเมื่อเกิดความเสียหายระหว่างทาง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า FOB Term คืออะไร ระว่าง FOB Shipping Point และ FOB Destination แตกต่างกันอย่างไร นักบัญชีควรลงบันทึกเมื่อไร และฝั่งจัดซื้อว่าควรเลือกดีลแบบไหนเมื่อส่งของไปต่างประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันก่อนปิดดีล และลดความเสี่ยงให้บริษัทได้มากที่สุด FOB คืออะไร? ศัพท์พื้นฐานที่คนทำบริษัทนำเข้าส่งออกต้องแม่น FOB คือ ย่อมาจาก Free on Board คือ เงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่ระบุว่า ความรับผิดชอบและความเสี่ยงจะโอนจากผู้ขายไปสู่ผู้ซื้อ ณ จุดไหน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ FOB Incoterms มาตรฐานสากลที่ใช้ในการส่งของต่างประเทศ FOB ไม่ได้บอกแค่ว่าใครจ่ายค่าขนส่ง แต่ยังกำหนดว่าใครต้องรับผิดชอบหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายระหว่างทาง FOB Shipping Point vs FOB […]

FOB Shipping Point vs. Destination จุดเปลี่ยนความรับผิดชอบที่ ‘นักบัญชี’ และ ‘จัดซื้อ’ ต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนปิดดีล Read More »

ส่งของไปต่างประเทศ HS Code

HS Code ผิดชีวิตเปลี่ยน จุดเล็กๆ ที่ทำให้บริษัทนำเข้าส่งออกต้องจ่ายภาษีแพงเกินจริง พร้อมวิธีแก้ไข

หากเราต้องมีบัตรประชาชนเพื่อใช้ระบุตัวตน HS Code ก็เป็นเหมือนรหัสระบุตัวตนของสินค้าในโลกการขนส่งระหว่างประเทศ ที่หากระบุผิดเพียงหลักเดียวก็ไม่ต่างอะไรจากการระบุตัวตนผิดคน ขณะที่บริษัทนำเข้าส่งออกมักโฟกัสไปที่การเปรียบเทียบค่าระวาง ค่าขนส่ง หรือระยะเวลาเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกที่สุด แต่กลับละเลยรายละเอียดในขั้นเดินพิธีการศุลกากร เพราะระบุพิกัดไม่ถูกต้องจนไปสู่การจ่ายภาษีเกินจริง หรือซ้ำร้ายกว่านั้นอาจโดนค่าปรับย้อนหลังที่ทำให้กำไรทั้งปีหายวับไปกับตา  บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า HS Code คืออะไร ทำไมการระบุพิกัดศุลกากรผิดจึงสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คิด พร้อมเจาะลึกความแตกต่างของรหัสในแต่ละประเทศและวิธีตรวจสอบให้แม่นยำ เพื่อให้ธุรกิจของคุณนำเข้าและส่งออกได้อย่างราบรื่น HS Code คืออะไร? ทำไมคนส่งของไปต่างประเทศต้องรู้ HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสมาตรฐานสากลที่พัฒนาโดยองค์การศุลกากรโลก (WCO) เพื่อจำแนกประเภทสินค้าสำหรับกำหนดอัตราภาษีและสถิติการค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหรือส่งของต่างประเทศ สินค้าทุกชิ้นต้องมีรหัสนี้กำกับเพื่อระบุว่าต้องเสียอากรเท่าไร ต้องขอใบอนุญาตพิเศษหรือไม่ หรือมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีใดบ้าง หากระบุไม่ชัดเจน เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถประเมินภาษีได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ผู้ประกอบการมือใหม่ส่งของไปต่างประเทศมักมองข้าม 3 หายนะที่เกิดขึ้น เมื่อระบุ “พิกัดศุลกากร” ผิดพลาด จ่ายภาษีแพงเกินจริง กรณีที่พบได้บ่อยคือการเข้าพิกัดผิดหมวด เช่น อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ที่ควรเสียอากร 0% แต่หากจำแนกผิดไปอยู่ในหมวดพลาสติกอาจต้องเสียภาษีสูงถึง 10% กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้เสียเปรียบทางการแข่งขัน โดนค่าปรับย้อนหลัง ในทางกลับกัน หากจงใจระบุพิกัดที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหวังเลี่ยงภาษี อาจผ่านด่านไปได้ในตอนแรก แต่กรมศุลกากรมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังได้หลายปี

HS Code ผิดชีวิตเปลี่ยน จุดเล็กๆ ที่ทำให้บริษัทนำเข้าส่งออกต้องจ่ายภาษีแพงเกินจริง พร้อมวิธีแก้ไข Read More »

ส่งของไปต่างประเทศ

5 เทคนิคแพ็ค “กระเช้าของขวัญ” ส่งของไปต่างประเทศ ไม่ให้พังและไม่โดนตีกลับ

เทศกาลปีใหม่คือช่วงเวลาแห่งการส่งความสุขไปให้คนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคู่ค้าต่างประเทศ และของขวัญยอดนิยมก็คือ ‘กระเช้าของขวัญ’ ที่มีความหมายให้ความรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่แรกเห็น แต่กระเช้าเหล่านี้มักเปราะบางและเสียหายง่าย โดยเฉพาะส่งของไปต่างประเทศ เพราะทั้งรูปทรงที่จัดยาก ของด้านในแตกหักง่าย และต้องผ่านการขนส่งหลายต่อ คงไม่มีใครอยากให้ผู้รับเปิดกล่องมาแล้วเจอขวดแตก ขนมเละ หรือของหายระหว่างทาง Freight Rangers จะพาไปดูวิธีแพ็คกระเช้าแบบมืออาชีพ สำหรับการส่งของต่างประเทศให้ถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยและไม่ถูกตีกลับที่ด่านศุลกากร ทำไมการส่งกระเช้าแบบ “เปิดโล่ง” ถึงไม่ควรทำเมื่อส่งของไปต่างประเทศ? กระเช้าที่ห่อพลาสติกใสและผูกโบว์แบบที่เราคุ้นตาในสรรพสินค้า พร้อมส่งต่อให้กันทันที มักไม่เหมาะกับการส่งข้ามประเทศ เพราะเสี่ยงต่อโดนทับ พลาสติกฉีกขาด หรือของกระแทกกันเองจนเสียหาย ทางที่ดีควรนำของออกมาจัดใหม่ลงกล่องเพื่อความปลอดภัยมากกว่า 5 ขั้นตอนแพ็คกระเช้าของขวัญ เพื่อส่งของไปต่างประเทศ (ฉบับมือโปร) หากต้องแพ็กกระเช้าของขวัญ เพื่อส่งของต่างประเทศอย่างปลอดภัย ต้องเริ่มต้นด้วยรู้จักวิธีจัดการกับสินค้าแต่ละประเภท มาดู 5 สเต็ปที่จะทำให้การส่งของไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายราวกับมือโปรจัดเอง ดังนี้เลย 1. แยกของออกจากตะกร้าและคัดเลือกของ (Deconstruct) เริ่มจากนำของทุกชิ้นออกจากตะกร้าเพื่อลดขนาดกล่อง ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าขนส่ง ยังช่วยให้ตรวจสอบสภาพของแต่ละชิ้นก่อนแพ็กว่า มีรอยร้าว แตก หรือไม่เหมาะกับการส่งหรือไม่ 2. ห่อกันกระแทกแยกชิ้น (Bubble Wrap is King)

5 เทคนิคแพ็ค “กระเช้าของขวัญ” ส่งของไปต่างประเทศ ไม่ให้พังและไม่โดนตีกลับ Read More »

sea freight

สำรวจอนาคตโลจิสติกส์ Green Shipping ส่องเทรนด์ใหม่เพื่อโลกยั่งยืน

สำหรับการขนส่งโลจิสติกส์ในวันนี้ ความเร็วและต้นทุนต่ำไม่ใช่เพียงคำตอบเดียวของธุรกิจ แต่ “ความยั่งยืน” (Sustainability) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่ง แม้การขนส่งทางเรือหรือ Sea Freight จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่าการขนส่งทางอากาศ แต่เมื่อปริมาณการค้าทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย Green Shipping ขนส่งทางเรือจึงถูกยกระดับจากทางเลือก มาเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจกับโลก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคู่ค้าและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแรงผลักดันของเทรนด์นี้ พร้อมนวัตกรรมและโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนภาพการขนส่งสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าเดิม ทำไม Green Shipping จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ธุรกิจต้องปรับตัว? ในอดีตมักถูกเลือกจากราคาและระยะเวลาเป็นหลัก แต่วันนี้ความกดดันจากทั้งกฎหมายสากลและพฤติกรรมผู้บริโภค กำลังทำให้การขนส่งสีเขียวไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว  มาดูกันว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้การขนส่งทางทะเล กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมการเดินเรือ ข้อกำหนดของ IMO: กฎหมายสากลที่บีบให้สายเรือต้องลดการปล่อยก๊าซ องค์กรการเดินเรือระหว่างประเทศ หรือ IMO ได้บังคับใช้มาตรการอย่าง EEXI (Energy Efficiency Existing Ship Index) และ CII (Carbon Intensity Indicator) เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเรือเดินทะเล ส่งผลให้สายเรือต้องปรับปรุงเทคโนโลยีหรือเปลี่ยนวิธีการเดินเรือให้สอดคล้องกับมาตรการเหล่านี้  ด้านผู้ใช้บริการ ที่เลือกสายเรือไม่ผ่านมาตรฐานอาจนำไปสู่ค่าบริการที่สูงขึ้นหรือข้อจำกัดในการขนส่งในอนาคต แรงกดดันจากผู้บริโภค: เมื่อคู่ค้าและลูกค้าเลือกแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สำรวจอนาคตโลจิสติกส์ Green Shipping ส่องเทรนด์ใหม่เพื่อโลกยั่งยืน Read More »

ส่งของไปต่างประเทศ ปีใหม่

เช็กตาราง Cut off ให้ไม่พลาด ส่งของไปต่างประเทศก่อนปีใหม่ ได้ถึงวันไหน

ช่วงสิ้นปีถือเป็นนาทีทองของหลายธุรกิจ เพราะเป็นช่วงที่การซื้อขายทั่วโลกคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะก่อนเทศกาลสำคัญอย่างคริสต์มาสและปีใหม่ ทุกคนต้องการสั่งสินค้าหรือส่งของไปต่างประเทศให้ถึงมือผู้รับทันเวลา ทำให้การขนส่งมี ‘เส้นตาย’ ที่เร็วกว่าปกติ เนื่องจากปริมาณงานทั่วโลกพุ่งสูงมากขึ้น หากคุณมีแผนส่งของต่างประเทศช่วงนี้ การวางแผนและเช็กตาราง Cut-off Time จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะหากพลาดกำหนด พัสดุอาจถึงปลายทางล่าช้าและทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญทางธุรกิจได้ มาเช็กตาราง Cut-off Time และเตรียมตัวล่วงหน้าได้ในบทความนี้เลย ทำไมช่วงสิ้นปีการส่งของต้องมี “เส้นตาย” ที่เร็วกว่าปกติ โดยปกติแล้วขนส่งจะมีช่วงเวลามาตรฐาน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี ตารางการขนส่งจะถูกร่นให้เร็วขึ้น โดยมีสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้ ปริมาณพัสดุพุ่งสูงสุด เพราะเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ ทั้ง Black Friday, Cyber Monday, คริสต์มาส และปีใหม่ ทำให้ปริมาณการส่งของไปต่างประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในทุกขั้นตอนของซัพพลายเชนตั้งแต่การจองพื้นที่ขนส่ง การโหลดสินค้า การขนถ่าย ไปจนถึงการนำจ่ายในประเทศปลายทาง การหยุดทำการของศุลกากรและพนักงานส่งของในประเทศปลายทาง ประเทศปลายทางส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในโซนยุโรปและอเมริกา มักมีวันหยุดยาวกว่าประเทศไทย พนักงานในส่วนต่าง ๆ ของซัพพลายเชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็จะหยุดทำการในช่วงเทศกาล ทำให้การเคลียร์สินค้าเพื่อนำเข้าประเทศและการนำจ่ายพัสดุเป็นไปอย่างล่าช้าหรือหยุดชะงัก หากสินค้ามาถึงช้าเพียงไม่กี่วัน อาจต้องรอจนหลังปีใหม่เลยทีเดียว ตาราง Cut-off

เช็กตาราง Cut off ให้ไม่พลาด ส่งของไปต่างประเทศก่อนปีใหม่ ได้ถึงวันไหน Read More »

บริษัทชิปปิ้ง

รู้ก่อนส่ง 5 คำถามสำคัญที่ต้องถามบริษัทชิปปิ้ง ส่งของไปที่ต่างประเทศ

ธุรกิจปัจจุบันเชื่อมต่อกันทั่วโลก การซื้อขายออนไลน์และส่งออกต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น แต่การเลือกผู้ช่วยคู่ใจที่จะใช้ในการขนส่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะลูกค้าคาดหวังความรวดเร็ว สินค้าถึงมือปลอดภัย และไร้ปัญหากวนใจจากเอกสาร ดังนั้น บริษัทชิปปิ้งที่ตอบโจทย์ธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ต้องเป็นพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้ เพราะทุกขั้นตอนหลังสินค้าออกจากมือเรา มีผลต่อชื่อเสียงของแบรนด์โดยตรง บทความนี้จึงรวบรวม 5 คำถามสำคัญที่คุณควรใช้ประเมินบริษัทชิปปิ้ง เพื่อให้การส่งของราบรื่น เห็นต้นทุนที่แท้จริง และมั่นใจว่าสินค้าของคุณจะถูกดูแลอย่างมืออาชีพ ทำไมการคัดเลือกบริษัทขนส่ง สำคัญกว่าแค่ “ราคาถูกที่สุด” หลายคนเริ่มจากการเปรียบเทียบราคา แต่บริษัทชิปปิ้งที่มีประสบการณ์ ระบบชัดเจน และดูแลครบวงจร จะช่วยประหยัดเวลาและเงินได้คุ้มค่ากว่า เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่การเสียลูกค้า เสียชื่อแบรนด์ และค่าปรับที่ไม่คาดคิด ราคาที่ถูกเกินไปอาจเป็นกับดักที่ทำให้ธุรกิจสะดุด และส่งผลกระทบดังนี้ ผลกระทบจากความล่าช้า ความล่าช้าในการจัดส่งไม่เพียงทำให้ลูกค้าต้องรอนาน แต่อาจทำให้พลาดดีลสำคัญและสูญเสียความน่าเชื่อถือ สินค้าที่ติดศุลกากรเพราะเอกสารไม่ครบหรือสำแดงผิดประเภท มักเกิดจากบริษัทที่ขาดประสบการณ์ ทำให้เวลาส่งยืดออกไปหลายสัปดาห์โดยไม่จำเป็น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย การสำแดงสินค้าที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาษีจ่ายย้อนหลังและค่าปรับ บริษัทที่ขาดความรู้ด้านเอกสารระหว่างประเทศอาจทำให้คุณต้องแบกรับภาระที่หนักกว่าค่าขนส่งที่ประหยัดไป 5 คำถามสำคัญที่ใช้ตัดสินใจเลือกบริษัทขนส่ง ก่อนตัดสินใจส่งของไปต่างประเทศ ลองถามคำถามเหล่านี้กับบริษัทชิปปิ้ง เพื่อประเมินมาตรฐานการทำงานและลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ คำถามที่ 1: “มีกรมธรรม์คุ้มครองสินค้าครอบคลุมอย่างไร และมูลค่าเท่าใด?” อุบัติเหตุและความเสียหายระหว่างเดินทางเกิดขึ้นได้เสมอ จึงต้องตรวจสอบว่า กรมธรรม์คุ้มครองสินค้า (Cargo Insurance)

รู้ก่อนส่ง 5 คำถามสำคัญที่ต้องถามบริษัทชิปปิ้ง ส่งของไปที่ต่างประเทศ Read More »

ส่งของไปต่างประเทศ

เปรียบเทียบ FCL vs LCL เลือกส่งของไปต่างประเทศ แบบไหนคุ้มค่าและดีกว่า

ส่งของไปต่างประเทศด้วยการขนส่งทางเรือยังคงเป็นตัวเลือกหลักของหลายธุรกิจ เพราะทั้งประหยัดและคุ้มค่ามากกว่า แต่ก็มักตามมาด้วยคำถามที่ว่า จะเลือกแบบไหนดีระหว่าง FCL กับ LCL เพราะมีผลทั้งเรื่องต้นทุน เวลา และความเสี่ยงของสินค้า ซึ่งถ้าเลือกผิดก็อาจจ่ายแพงเกินจำเป็น หรือของส่งถึงปลายทางช้ากว่าที่คิดได้เหมือนกัน บทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจทั้งหมดแบบเจาะลึก ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงจุดตัดสินใจว่า สินค้าของคุณควรใช้บริการส่งของต่างประเทศ แบบไหนที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับธุรกิจได้มากที่สุด เพื่อให้คุณพร้อมลุยตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ FCL กับ LCL คืออะไร? ทำความเข้าใจก่อน ส่งของไปต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกแบบไหนส่งของไปต่างประเทศ เราขอพามาทำความรู้จักทั้งสองรูปแบบของการส่งของต่างประเทศกันก่อน FCL (Full Container Load) คืออะไร เหมาะกับสินค้าแบบไหน FCL (Full Container Load) คือการขนส่งแบบ ‘เช่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้’ ไม่ว่าสินค้าของคุณจะเต็มตู้หรือไม่ก็ตาม เหมาะสำหรับผู้ส่งออกที่มีปริมาณสินค้าจำนวนมาก ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สินค้าที่แตกหักง่าย หรือสินค้าอันตราย เพราะสินค้าจะถูกปิดผนึกอยู่ในตู้ของคุณเพียงผู้เดียวตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง LCL (Less than Container Load) คืออะไร ข้อดีสำหรับ SME LCL (Less

เปรียบเทียบ FCL vs LCL เลือกส่งของไปต่างประเทศ แบบไหนคุ้มค่าและดีกว่า Read More »

freight forwarder thailand

เจาะบทบาท Freight Forwarder ในการจัดการสินค้าแบบ Just-in-Time

ธุรกิจทุกวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันที่คุณภาพของสินค้า แต่ยังรวมถึงความเร็วและการบริหารต้นทุน กลยุทธ์ Just-in-Time (JIT) หรือการผลิตแบบทันเวลาพอดี จึงสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจด้วยการลดของเสียจากสินค้าคงคลัง และทำให้ผลิตสินค้าได้ตามปริมาณที่ต้องการ แต่ระบบนี้จะราบรื่นได้ก็ต่อมีการขนส่งและโลจิสติกส์มีความแม่นยำ นี่คือบทบาทสำคัญของ Freight Forwarder ทั่วโลก รวมถึง Freight Forwarder Thailand ที่ทำหน้าที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการส่งมอบสินค้าทุกชิ้นให้ถึงปลายทางอย่างตรงเวลา บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า Freight Forwarder ช่วยให้ระบบ JIT ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการผลิตได้อย่างไร Just-in-Time (JIT) คืออะไร และทำไมจึงสำคัญใน Supply Chain แนวคิด Just-in-Time หรือ JIT ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการลดการเก็บสต็อกชิ้นส่วนในคลังและเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต รวมถึงลดของเสียในทุกขั้นตอน ปัจจุบันได้กลายเป็นกลยุทธ์ซัพพลายเชนที่ถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก เพราะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็วและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดคลังสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หลักการสำคัญของ JIT คือ ผลิตเมื่อถึงเวลา ทำให้ธุรกิจสามารถลดการเก็บสต็อกสินค้าในคลัง (Inventory) ซึ่งส่งผลให้ลดต้นทุนการเก็บรักษา (Holding Cost) เช่น ค่าเช่า ค่าดูแลรักษา และค่าประกันภัย ทำให้กระแสเงินสดของธุรกิจหมุนเวียนได้คล่องขึ้น

เจาะบทบาท Freight Forwarder ในการจัดการสินค้าแบบ Just-in-Time Read More »

Freight forwarder

ภาษีเก็บที่ใคร ถ้าเลือกให้ Freight forwarder เป็นผู้ขนส่ง

เมื่อต้องส่งของไปต่างประเทศ การมีผู้ช่วยอย่าง Freight Forwarder หรือตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า จะช่วยให้การขนส่งราบรื่นและสินค้าไปถึงมือผู้รับอย่างแน่นอน แต่คำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ ใครต้องเป็นคนจ่ายภาษีเมื่อใช้บริการนี้ เรื่องนี้ไม่น่ากังวลใจอย่างที่คิด เพราะหน้าที่รับผิดชอบเรื่องภาษีถูกกำหนดไว้ชัดเจนตามข้อตกลงและกฎหมายศุลกากร โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการชำระภาษีคือ ‘ผู้นำเข้า’ (Consignee) แต่อาจมีข้อยกเว้นที่ทำให้ ‘ผู้ส่งออก’ (Shipper) ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Incoterms) ที่ตกลงกันไว้ในการซื้อขาย บทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกเรื่องภาษีทั้งฝั่งผู้นำเข้าและผู้ส่งออก และบทบาทของ Freight Forwarder Thailand ว่าจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง ภาษีนำเข้าและส่งออก: หน้าที่ของใครกันแน่? ภาษีในการขนส่งระหว่างประเทศจะถูกแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักคือ ‘อากรขาเข้า’ และ ‘อากรขาออก’ โดยทั่วไปแล้ว หน้าที่หลักในการชำระภาษีนำเข้าจะตกเป็นของ ‘ผู้นำเข้า’ ซึ่ง Freight Forwarder จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยจัดการเอกสารและกระบวนการทางศุลกากร มาดูกันว่าผู้ส่งออกและผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ส่งออก (Shipper) มีภาระภาษีอะไรบ้าง? แม้ภาระภาษีหลักจะอยู่ที่ผู้นำเข้า แต่ผู้ส่งออกก็มีสิ่งที่ต้องจัดการ ในประเทศไทย สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จะได้รับยกเว้นอากรขาออก และเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราร้อยละ 0 มีเพียงสินค้าบางประเภทเท่านั้นที่ยังคงต้องเสียภาษีตามที่กำหนด เช่น

ภาษีเก็บที่ใคร ถ้าเลือกให้ Freight forwarder เป็นผู้ขนส่ง Read More »

Scroll to Top