ในการทำธุรกิจของบริษัทนำเข้าส่งออก ต้นทุนโลจิสติกส์นับว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ตัดสินกำไรขาดทุนได้เลยทีเดียว แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สนามการค้าโลก อาจจะยังสับสนกับคำศัพท์เฉพาะทางมากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ค่า Freight คือ อะไร? ต้องคำนวณแบบไหน? และมีความสำคัญอย่างไรต่อต้นทุนรวม?
บทความนี้ Freight Rangers จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของ ‘ค่าระวางสินค้า’ ในการขนส่งต่างประเทศ เพื่อให้คุณมองเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อต้องประสานงานกับบริษัทชิปปิ้ง พร้อมแชร์เทคนิคการวางแผนงบประมาณให้คุ้มค่า เพื่อให้การร่วมงานกับ Freight Forwarder Thailand เป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถควบคุมต้นทุนได้อยู่หมัด
ค่า Freight คือ (หรือ ค่าเฟรท คือ) อะไรกันแน่?
ค่า Freight คือ ค่าบริการขนส่งสินค้าจากจุดเริ่มต้นไปยังปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ (Sea Freight), ทางอากาศ (Air Freight) หรือทางบก (Land Transport) โดยราคาจะแปรผันตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระยะทาง น้ำหนัก ปริมาตร ประเภทสินค้า และรูปแบบการขนส่ง สรุปง่าย ๆ ค่าเฟรท คือ ‘ค่าพาสินค้าเดินทาง’ ข้ามประเทศนั่นเอง
ความหมายของ ค่าระวาง คือ อะไรในเชิงธุรกิจขนส่ง?
ค่าระวางคือ คำเรียกภาษาไทยของค่า Freight ในเชิงธุรกิจถือเป็น ‘ต้นทุนหลัก’ ที่ถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้าโดยตรง ค่าระวางจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่รายจ่าย แต่ยังส่งผลต่อการตั้งราคาขาย การแข่งขันในตลาด และผลกำไรโดยรวมของธุรกิจ
โครงสร้างต้นทุนที่ freight forwarder เรียกเก็บมีอะไรบ้าง?
เวลาที่เราได้รับใบเสนอราคา (Quotation) จาก Freight Forwarder มักจะเห็นรายการค่าใช้จ่ายยาวเป็นหางว่าว จนบางครั้งก็ชวนน่าตกใจ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้น เราสามารถแบ่งโครงสร้างค่าใช้จ่ายหลักออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ค่าใช้จ่ายฝั่งต้นทาง (Origin Charges)
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนสินค้าจะถูกส่งออก แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ก็มีผลต่อภาพรวมต้นทุนที่ไม่ควรละเลย เช่น
- ค่ารับสินค้า (Pickup)
- ค่าบรรจุตู้ (Stuffing)
- ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก
ค่าขนส่งหลัก (Main Carriage / Ocean & Air Freight)
นี่คือส่วนของ ‘ค่าระวาง’ ที่เป็นค่าใช้จ่ายหลักในการขนส่งระหว่างประเทศ ราคาจะผันผวนตามน้ำหนัก ปริมาตรสินค้า ราคาน้ำมันโลก และช่วงฤดูกาล (High/Low Season) เช่น
- ค่าเรือ (Ocean Freight)
- ค่าเครื่องบิน (Air Freight)
ค่าใช้จ่ายฝั่งปลายทาง (Destination Charges)
เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อสินค้าถึงปลายทาง เช่น
- ค่าผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า
- ค่าขนถ่ายสินค้า
- ค่าจัดส่งถึงปลายทาง (Last Mile Delivery)
เงื่อนไขการชำระเงินค่าขนส่งที่ควรรู้ (Incoterms เบื้องต้น)
ในการตกลงซื้อขายระหว่างประเทศ สิ่งที่ต้องระบุให้ชัดเจนคือ ‘ใครจะเป็นคนจ่ายค่า Freight?’ ซึ่งจะถูกกำหนดผ่านเงื่อนไขการค้า หรือ Incoterms เพื่อช่วยลดความสับสนและป้องกันค่าใช้จ่ายแฝงที่อาจเกิดขึ้น
Freight prepaid คือ อะไร? แตกต่างจาก Freight Collect อย่างไร?
การระบุเงื่อนไขการจ่ายเงินแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก
- Freight Prepaid คือ การที่ผู้ส่งออก (Exporter) เป็นคนชำระค่าระวางสินค้าทั้งหมดตั้งแต่ต้นทาง มักใช้ในเงื่อนไขอย่าง CIF หรือ CFR ซึ่งหมายความว่าราคาสินค้าที่ขายได้รวมค่าขนส่งไปเรียบร้อยแล้ว
- Freight Collect คือ การเรียกเก็บค่าระวางที่ปลายทาง โดยผู้นำเข้า (Importer) จะเป็นคนรับผิดชอบจ่ายค่าขนส่งเมื่อสินค้าไปถึง มักใช้ในเงื่อนไขอย่าง EXW หรือ FOB
การเลือกใช้แบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองและความสะดวกในการบริหารกระแสเงินสดของแต่ละบริษัท แต่สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกับ Freight Forwarder ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความล่าช้าในการปล่อยสินค้าที่ปลายทาง
โครงสร้างของค่า Freight ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อนอย่างที่คิด เมื่อแยกเป็นส่วน ๆ จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าค่าใช้จ่ายแต่ละรายการเกิดขึ้นจากอะไร สำหรับธุรกิจนำเข้า–ส่งออก โดยเฉพาะมือใหม่ หากเข้าใจเรื่องค่าระวางไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดต้นทุน แต่ยังช่วยให้วางแผนราคาได้แม่นยำ เจรจากับพาร์ตเนอร์ได้อย่างมั่นใจ และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) ชั้นนำของไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานตั้งแต่ปี 2014 มากกว่า 12 ปีและได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 เราเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ครบวงจร มุ่งมั่นให้บริการที่รวดเร็ว ปลอดภัย และตอบโจทย์ทุกความต้องการของธุรกิจคุณ
